สิทธิโชค's profileCultural relativism-cult...BlogListsGuestbookMore ![]() | Help |
Cultural relativism-cultural relative - {BOAS, Franz} |
|||||
|
May 17 Angels and Demons ฉบับ Ron Howardความจริงก็เตรียมใจไว้แล้วกับการไปดูหนังที่สร้างมาจากนวนิยาย ว่ามันมีข้อจำกัดอยู่หลาย ๆ ประการ โดยเฉพาะเรื่อง "เวลา"
การจะถ่ายทอดเนื้อหาผ่านเวลาเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมงนั้น ยากจริง ๆ
และโดยเฉพาะ Angels and Demons คิดว่า 4 ชั่วโมง อาจไม่พอด้วยซ้ำไป เพราะองค์ประกอบของเรื่อง เยอะและซับซ้อนกว่า Davinci code เสียอีก (เราคิดว่างั้น)
อย่างไรก็ตาม แม้จะเตรียใจไว้แล้ว ก็ยังรู้สึกผิดหวังอยู่ดีน่ะเอง
Illuminati ในหนังดู "เบา" และไม่ "ขลัง" เอาเสียเลย
ไม่ต้องไปเทียบกับ Illumintai ในหนังสือ แค่เทียบกับ Priory of Sion ในหนัง Davinci code ก็พอมองเห็นและรู้สึกได้
เราคิดว่านั่นเป็นเพราะ ตัวละครอย่าง คุณพ่อ Carlo Ventresca หรือ Patric หรือท่านคาร์เมอเลนโก้
กับ นักฆ่า ที่รับผิดชอบภารกิจ "คาร์ดินัล ผู้ถูกเลือก ทั้ง 4"
ไม่ค่อยได้รับความสนใจ หรือไม่ค่อยได้ให้ข้อมูลกับคนดูมากนัก คนดูไม่รู้ด้วยซ้ำว่า นักฆ่า คนนั้น "ชื่อ" อะไร
ทั้งที่ทั้ง 2 ตัวนี้ น่าจะสำคัญกว่าตัว โรเบิร์ต แลงดอน เสียอีก เมื่อคำนึงถึงประเด็นหลักของเรื่อง นั่นก็คือ "วิทยาศาสตร์ v ศาสนา"
โดยเฉพาะตัว คุณพ่อ Carlo นั้น ถือได้ว่าเป็นหัวใจ หรือถ้าจะพูดให้ชัดเจนในแง่ของสถานะของตัวละครตัวนี้แล้ว อาจเรียกได้ว่าเป็น "ตัวเชื่อมโยง" ที่เห็นเป็น "ตัวเป็น ๆ"
ระหว่าง วิทยาศาสตร์ กับ ศาสนา
มากกว่าประเด็นทฤษฎีบิ๊กแบง และ ปฏิสสาร เสียอีก
และต่อให้หนังเลือกที่จะนำประเด็นทฤษฎีบิ๊กแบง และ ปฏิสสาร มาเป็นตัวเชื่อมโยง วิทยาศาสตร์ กับ ศาสนา แล้ว
มันก็ยังดู "เบา" และ ไม่ "ขลัง" อยู่ดี
เพราะความสำคัญของประเด็นนี้ อยู่ที่ "ตัวละคร" ที่สร้าง ปฏิสสาร ขึ้นมา นั่นคือ Leonardo Vetra ผู้เป็นพ่อบุญธรรมของ Victoria Vetra
ซึ่งในหนัง เลือกที่จะให้เป็นเพียงแค่เพื่อนร่วมงานของ Victoria ซ้ำชื่อก็ไม่ใช่ Leonardo ด้วย (ถ้าจำไม่ผิด ชื่อ Silvio)
ความจริงเราคิดว่า หนังน่าจะสามารถถ่ายทอดประเด็นนี้ ผ่าน Victoria ได้ แต่หนังก็ไม่ได้ทำอะไรมากมายนัก
จนทำให้บางครั้ง ดูเหมือนว่า ความสำคัญของ Victoria ที่มีในหนัง คือ ผู้สร้างระเบิด กับคนที่จะสามารถหยุดระเบิดได้ เพียงแค่นั้นเอง
ถึงแม้เราจะไม่ได้คาดหวัง ซ้ำยังคิดว่าไม่จำเป็น ที่การทำหนัง จะต้องถ่ายทอด "ทุกสิ่งทุกอย่าง" หรือ "ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้" ของสิ่งที่มีในหนังสือหรือนิยาย
แต่ Angels and Demons ฉบับ Ron Howard นี้ น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น Robert Langdon: The Great Crisis of Vatican หรือ The Second Advanture of Robert Langdon
หรือ อะไรก็ตามที่มี Robert Langdon อยู่ในชื่อเรื่อง
เพราะดูเหมือน เนื้อเรื่องทั้งหมด จะถูกนำเสนอในลักษณะที่เป็น การผจญภัยของ ศาสตราจารย์สัญลักษ์วิทยา มากกว่า ประเด็นความขัดแย้งระหว่าง Illuminati กับ Vatican
หรือ วิทยาศาสตร์ กับ ศาสนา เสียอีก March 22 welcom to สวนสราญรมย์1 อาทิตย์แล้วที่เราได้เริ่มชีวิตของการทำงานที่นี่
มีหลากหลายเรื่องราว หลากหลายอารมณ์ เกิดขึ้นใน 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา
........................................
โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทาง รักษาเฉพาะผู้ป่วยจิตเวช หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า โรงพยาบาลคนบ้า
ที่นี่เป็นแห่งแรกในภาคใต้ และเป็นแหล่งที่ 2 รองจากโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา
ปีนี้ก็อายุครบ 72 ปี
........................................
หลายคนคงสงสัยว่า "มึงจบมานุษยวิทยา แล้วมาเกี่ยวอะไรกับโรง'บาล บ้า ว่ะ" จะขอตอบผ่านงานที่ถูก assigned มา
งานที่เราได้รับมอบหมายมาเก็บข้อมูลคือ
1. ประวัติโรงพยาบาล โดยเฉพาะพัฒนาการของการรับผู้ป่วย มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน
2. ที่นี่มี ward มุสลิม อาจารย์ให้ดูว่า ผู้ป่วย โต๊ะอิหม่ามที่มาทำพิธีให้ มีความเข้าใจหรือการอธิบายโรคที่พวกเขาเป็นว่าอย่างไร
3. เก็บข้อมูล ประวัติ case ที่โรงพยาบาลไปเยี่ยม
........................................
ความจริงอาจเรียกไม่ได้เต็มปากว่า "ทำงาน" แต่ก็ไม่สามารถเรียกได้ด้วยว่า "ฝึกงาน"
เป็นเพราะว่าส่วนหนึ่ง ถึงแม้เราจะถูกส่งมาอยู่กับกองงานสังคมสงเคราะห์ แต่เนื่องจากเราไม่ได้เรียนสังคมสงเคราะห์มา พี่ที่กอง ก็เลยไม่ได้ให้งานอะไรทำเป็นพิเศษ
แต่เราก็ไม่ได้ทำในสังกัดของใคร หรือหน่วยงานใด งานที่เราทำเสร็จก็แค่ส่งอาจารย์เท่านั้น
ดังนั้น เราจึงคิดว่าวอาจไม่สามารถเรียกได้ว่า ทำงาน หรือ ฝึกงาน
ตอนแรกเราก็คิดว่า มันไม่สำคัญ ว่าจะเรียกว่าอะไร แต่เมื่อเจอกับคำถามที่ถูกถามบ่อย ๆ ว่า "น้องมาทำอะไรครับ"
ทำให้เราพึ่งตระหนักว่า มันยากที่จะอธิบาย "สถานะ" ของตนเอง จริง ๆ
........................................
เราเลยนิยามการมาครั้งนี้ว่า "ฝึกฝน" เพราะน่าจะตรงที่สุด
เพราะว่าการลง field เก็บข้อมูล มันได้ใช้ทักษะทางมานุษยวิทยาที่เรียกว่า participant observation
ซึ่งเรามองว่า จำเป็นอย่างมาก หากคิดจะเรียนด้านนี้
และเหมือนอาจารย์สายพิณจะรู้ เลยจัดให้ชุดใหญ่เลยครับ
"ชุดใหญ่" ในที่นี้ ขอหมายถึง "ยาก" โคตร ๆ
........................................
ยากที่สุดตรงคุยกับคนป่วย
สารภาพตามตรงว่า กลัวผู้ป่วยอย่างมาก โดยเฉพาะกลัวว่าเขาจะมาทำร้าย
ตอนนี้ก็ยังกลัว
แต่ยิ่วกลัว ก็ต้องยิ่งคุย เหมือนหักดิบ
ไม่คุยก็ไม่ได้ข้อมูล
ไม่คุยก็ไม่หายกลัวซักที
และหากไม่คุยก็ไม่ข้ามพ้นอคติซักที
.......................................
อย่างไรซะก็เป็นเพียงแค่อาทิตย์แรกเท่านั้น เราจึงไม่ได้คาดหวังว่าตนเองจะปรับตัวได้ทันที
เท่าที่ทำได้นี่ก็คิดว่าโอเคแล้ว
หวังว่าจะทำได้ดีขึ้นในอาทิตย์ต่อ ๆ มา
และหวังว่าจะได้พัฒนาตนเองให้ดีขึ้น
.......................................
ความจริงยังมีอีกหลายเรื่องที่อยากจะเล่า
แต่กลัวว่าจะยาวไปหากเล่าตรงนี้
ไว้ค่อยเล่าอีกล่ะกันน่ะ โอกาสหน้า
โอกาสนี้ ไปก่อนล่ะจ้า
......................................
ตั้ม
ปล. หวังว่าเพื่อน ๆ คงสบายดีกันทุกคนน่ะจ๊ะ คิดถึงทุกคนมาก ๆ
December 17 แด่เพื่อนพ้องชาวใต้...ด้วยความเคารพ และหวังดียิ่งออกตัวก่อนเลยว่าหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินในเรื่องของคดียุบพรรคทั้ง 3 พรรค นั้น ก็ไม่ได้ดูทีวีอีกเลย
ความจริงก็คือ ดูบ้าง แต่น้อยมาก ยิ่งข่าวการเมืองยิ่งน้อยมาก ๆ
ดังนั้น ข้อความเหล่านี้จึงเขียนขึ้นด้วยความเคารพ และหวังดี อันเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกเป็นส่วนสำคัญ
โดยเฉพาะแด่เพื่อนพ้อง "ชาวใต้" ทุกคน
การที่ประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีคนล่าสุด ที่ชื่อว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จาก พรรคประชาธิปปัตย์ (ขอเน้นตรงที่ พรรคประชาธิปปัตย์)
เชื่อได้ว่าชาวใต้ส่วนใหญ่ คงยินดีปรีดา กับปรากฏการณ์นี้
แต่สิ่งที่เราคิดว่าไม่สามารถมองข้ามไปได้คือ ปรากฏการณ์ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ "มาร์คเข้า (กับ เน) วิน"
เพื่อนพ้องชาวใต้เห็นอะไรบ้างจากเหตุการณ์นี้ ได้อะไรบ้างจากเหตุการณ์นี้
เช่นเดียวกับที่เราเชื่อมั่นว่าหลาย ๆ คนดีใจที่ อภิสิทธิ์ เป็นนายก
เราก็เชื่อว่าหลาย ๆ คนไม่ชอบ เนวิน
แต่แล้ว "คนที่ชอบที่สุดคนหนึ่ง" มาผูกสัมพันธ์ไมตรีกับ "คนที่ไม่ชอบที่สุดคนหนึ่ง"
อยากรู้จริง ๆ ว่าชาวใต้จะรู้สึกอย่างไร
ไม่มีใครตอบได้ดีที่สุดเท่ากับชาวใต้แต่ละคนพึงจะตอบต่อตนเองว่าอย่างไร
ด้วยความหวังดี บางทีอาจถึงเวลาแล้วที่เพื่อนพ้องชาวใต้ทุกคนจะได้กลับมาทบทวน ความคิดเกี่ยวกับการเมือง ของตนเองเสียที
โดยเฉพาะในทำนองที่ว่า "ประชาธิปปัตย์ คือ พรรคของคนใต้" หรือ อะไรเทือกนี้ จนกลายเป็น "พันธะทางการเมือง"
อันหมายความว่า "หากคุณเป็นคนใต้ คุณต้องเลือกประชาธิปปัตย์ทุกครั้ง" การไม่เลือกกลายเป็น "ความผิดบาป" "การทรยศ" "การ...." ฯลฯ
โดยเริ่มจากการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ "มาร์คเข้า (กับ เน) วิน" นี้ดู
ด้วยความเคารพ และหวังดียิ่ง
ตั้ม
November 07 พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : เรื่องเล่าในวงเเหล้าในช่วงเวลาที่ไปนอนพักอยู่ที่วัดไร่ขิงจังหวัดนครปฐม อันเป็นวัดที่เป็นที่ตั้งศพของยอดรัก สลักใจ เราได้มีโอกาสฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับการจัดทำพิพิธภัณฑ์ ตามความคิดของชาวบ้าน ในขณะที่กินเหล้ากันในครัว
ในวงเหล้านี้ประกอบไปด้วย พี่ที่เป็นตัวแทนพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับหนังตะลุง พี่ที่เป็นตัวแทนพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หิน พี่ที่เป็นตัวแทนพิพิธภัณฑ์ทักษิณคดีศึกษา เกาะยอ พี่เมย์ หัวหน้างาน และเรา
บทสนทนาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความคิดเห็นต่องานที่จัดขึ้น เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ การที่ทำให้พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ได้พบกันและ "คุยกัน"
วัดไหล่หินเล่าว่า เขารู้สึกว่าพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงในสถานศึกษาจะไม่ค่อยพูดจาหรือพูดแบบ "ถามคำตอบคำ" กับเขา ในขณะที่พิพิธภัณฑ์ที่จัดในวัดจะคุยกันนานกว่า
เขาตั้งข้อสงสัยว่า อาจเป็นเพราะว่าพิพิธภัณฑ์ของเขาอยู่ "ในวัด" แต่ของสถานศึกษาอยู่ "ในสถานที่ราชการ" ความแตกต่างนี้อาจทำให้บทสนทนาเกิดขึ้นน้อย
ในขณะที่หนังตะลุงและทักษิณคดี มีความคิดว่าพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งควรมี "จุดเด่น"
หนังตะลุงเล่าว่าจากการที่เขาได้ไปคุยกับพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ เขามองว่าบางแห่งยังไม่สามารถหาจุดเด่นของพิพิธภัณฑ์ตนเองได้ ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลต่อการพัฒนาพิพิธภัณฑ์
เขายกตัวอย่างว่า หากพิพิธภัณฑ์ต้องการจะให้จุดเด่นของพิพิธภัณฑ์เป็น "กริช" ก็ควรจะรวบรวมกริชให้ได้มากที่สุด และถึงแม้ว่าพิพิธภัณฑ์นั้นจะมีสิ่งอื่น ๆ ด้วย ก็สามารถทำได้ในลักษณะที่เป็นสิ่งรองลงมา
แต่สำคัญคือการหาจุดเด่นของพิพิธภัณฑ์ของตน
เราไม่ได้อยู่จนวงเลิก เช่นเดียวกับพี่เมย์ที่กลับก่อนเรา ดังนั้นจึงเสียดายอยู่ที่ไม่ได้นั่งฟังเรื่องราวอื่น ๆ
บทสนทนาข้างต้นคือเรื่องราวทั้งหมดที่เราใช้เวลาอยู่ในวง
ประเด็นเรื่องการสร้าง "จุดเด่น" ให้กับพิพิธภัณฑ์นั้น เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก ๆ และเราก็มีข้อคิดเห็นที่อยากจะแลกเปลี่ยนกับพี่ ๆ ในวง
แต่ก็ไม่กล้าที่จะพูดไปกลางวง...
เราคิดว่าความคิดนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ที่เพิ่งเริ่มทำ การสร้างจุดเด่นหรือ "อัตลักษณ์" จะทำให้คนจำได้
แต่ประเด็นของเราคือ จุดเด่นนั้น ไม่น่าจะจำกัดอยู่ที่ "ของ" เพียงอย่างเดียว
จุดเด่นของพิพิธภัณฑ์น่าจะมีความหลากหลายมากกว่านี้ เช่น เรื่องของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น วัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นต้น
เราคิดว่า ควรเอาสิ่งนี้ (ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม) เป็นแกนหลักหรือโครงหลักของพิพิธภัณฑ์ แล้วให้ "ของ" เป็นเสมือนรูปธรรมจับต้องได้ของสิ่งเหล่านั้น
ด้วยความที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องพิพิธภัณฑ์น้อยมาก เราจึงคิดได้เท่านั้ จึงลองเอาความคิดนี้ไปคุยกับพี่เมย์ดู
พี่เมย์บอกว่า คนส่วนใหญ่จะคุ้นชิ้นกับการให้ความสำคัญกับ "ของ" มากกว่า "เรื่อง"
การจัดพิพิธภัณฑ์โดยใช้ "ของ" เป็นแกนหลักเรียกว่า "Object Based" ส่วนการให้ "เรื่อง" เป็นแกนหลักเรียกว่า "Concept Based"
การจะทำให้ชาวบ้านใช้ Concept Based นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก
แต่สิ่งที่พี่เมย์ห่วงมากกว่าคือการจดบันทึก หรือที่เรียกว่า Documentary
คนไทยมักไม่ชอบจดบันทึกเรื่องราวเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้เป็นการยากที่จะ "รักษา" เรื่องราวต่าง ๆ หรือคำอธิบายประกอบ "ของ" ต่าง ๆ
เราจะคุ้นเคยกับการเล่าเรื่อง มากกว่าการจดบันทึก สิ่งนี้อาจทำให้วันหนึ่งเรื่องราวอาจเลือนหายไปจากควาทรงจำของคนได้
เมื่อขาดเรื่องเล่าเกี่ยวกับของ "ของ" ก็หมดความหมาย
ความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้นำไปสู่การสร้างห้องจัดแสดงห้องหนึ่งที่ตั้งอยู่บนชั้น 8 ของศูนย์มานุษย์ฯ ที่ชื่อว่า
"จดหมายเหตุมานุษยวิทยา"
พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : Introงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เป็นงานที่จัดขึ้น ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ระหว่างวันที่ 3-5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา
เป็นงานที่รวบรวมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย มาจัดแสดงในศูนย์จำนวนทั้งสิ้น 80 แห่ง
แต่ไม่ใช่การมาโชว์เฉพาะของเท่านั้น แต่ชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่นผู้เป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งก็มาด้วย
ในงานจึงเต็มไปด้วยของมากมาย เรื่องราวมากมาย และคนมากมาย
เราได้มีโอกาสมีส่วนรวมในงานนี้ด้วย โดยการเป็น staff ช่วยงาน
เราทำอยู่ในส่วนของ "กองบัญชาการ" มีหน้าที่ทำทุกอย่างที่พี่ที่เป็น "หัวหน้างาน" บอก
มีทั้งที่ใช้แรงงาน และแรงสมอง
ส่วนคนอื่น ๆ จะทำในส่วนของดูแลซุ้มพิพิธภัณฑ์ คนละ 3-4 แห่ง ดูแลในที่นี้หมายถึงดูแลเจ้าของพิพิธภัณฑ์ที่มารวมงาน ทั้งเรื่องทั่วไปเช่น การกิน การตอบคำถาม
และการช่วยเหลือในการแนะนำเรื่อราวในพิพิธภัณฑ์แก่ผู้ชมงานด้วย ดูน่าสนุกมาก ๆ
มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในช่วงเวลาแห่งการช่วยงาน ทั้งส่วนที่รู้สึกชอบ และส่วนที่รู้สึกไม่ชอบ
แต่ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ เราก็มองว่าล้วนเป็นประโยชน์แก่ตัวเราทั้งสิ้น ในหลาย ๆ แง่
โดยเฉพาะในแง่ของการพัฒนาความรู้ในทางมานุษยวิทยา อันน้อยนิดของเรา |
||||
|
|